SUCCESS JIGSAW คิด ทำ สำเร็จ

ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ

ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ

  วันนี้มีนิทานมาฝากกันครับ   ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว   เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม ที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง   ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียว   ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า ‘ข้ารู้สึกอับอายตัวเอง เพราะ รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน’   คนตักน้ำตอบว่า ‘เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่ ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า และทุกวันที่เราเดินกลับ… เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว…เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้‘   คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้   สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง มองโลกหลาย ๆ ด้านRead more about ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ[…]

ปล่อยมันไปเถอะ

ปล่อยมันไปเถอะ

มีชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนน บนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไป เขาเกิดสะดุดก้อนหินและหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปโดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหาแล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “นี่ ๆ พ่อเฒ่า ท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น” ชายชราหันไปตอบว่า “ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่” ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น “อ้าว แล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ” สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า “ก็หม้อดินมันแตกแล้ว แกงจืดก็ไม่เหลือ แล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ” พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุกๆวัน คือจุดเริ่มต้นใหม่ เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ   นิทานเรื่องนี้เพื่อนแชร์มาในเฟสบุค ผมเห็นว่าได้ข้อคิดดีๆ เลยเอามาฝากไว้ให้เป็นข้อคิดเตือนใจครับ >>>>> เราทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาด ไม่เคยมีใครที่ไม่เคยล้ม แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะจิตตก จมปลักอยู่กับความล้มเหลว เมื่อผิดพลาดแล้วก็ต้องรู้ตัว เอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน ชีวิตของเรายังต้องเดินหน้าไปอีกไกล…   จงเอาใจใส่และนึกถึงเรื่องที่เป็นปัจจุบัน ดังคำกล่าวของ เดล คาร์เนกี้ ที่ว่า “จงมีชีวิตอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้” ทำไปทีละอย่างและอย่ากังวลเกินไปถึงวันพรุ่งนี้   “อย่าพยายามเลื่อยขี้เลื่อย” ในเมื่ออดีตมันผ่านไปแล้ว อย่ามัวไปทุกข์กับมัน   จงเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยจิตใจที่ละเลิกอดีตอันขมขื่น จงต้อนรับตัวเองด้วยชีวิตใหม่Read more about ปล่อยมันไปเถอะ[…]

คนตัดไม้กับเจ้าของร้านขายฟืน

คนตัดไม้กับเจ้าของร้านขายฟืน

  คนตัดไม้คนหนึ่งนำฟืนไปขายให้แก่ร้านขายฟืน ซึ่งร้านขายฟืนก็ปฏิบัติต่อคนตัดไม้ดีมาก ดังนั้นคนตัดไม้จึงคิดอยากตอบแทนโดยการจะตัดไม้ให้ได้เป็นจำนวนมากๆ วันแรก คนตัดไม้ตัดไม้ได้ 20 ต้นแล้วนำมาให้ร้านขายฟืน ซึ่งร้านขายฟืนก็ชมเชยและปฏิบัติต่อคนตัดไม้อย่างดี วันที่ 2 คนตัดไม้ก็ตั้งใจจะตัดให้ได้มากขึ้น แต่ปรากฏว่ากลับตัดได้เพียง 18 ต้น วันที่ 3 ก็กะว่าจะตัดให้ได้มากยิ่งขึ้น แต่ก็กลับเหลือ 16 ต้น ยิ่งนับวันผ่านไปก็ตัดได้น้อยลงเรื่อยๆ ในที่สุด คนตัดไม้ก็รู้สึกละอายใจจึงไปกล่าวคำขอโทษกับร้านขายฟืน   แต่เจ้าของร้านขายฟืนก็กลับถามคนตัดไม้ว่า “คุณลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”   คนตัดไม้ตอบว่า “ผมไม่มีเวลาหยุดลับขวานเลย ขนาดไม่หยุดยังตัดไม้ได้น้อยขนาดนี้” เจ้าของร้านจึงบอกแก่คนตัดไม้ว่า   “คุณลองคิดดูสิว่าหากคุณหยุดลับขวานให้คม โดยเสียเวลาเพียงเล็กน้อย คุณอาจตัดไม้ได้มากกว่านี้ก็ได้” ++++++++++ “ถ้าข้าพเจ้ามีเวลา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงแรกในการลับขวาน” อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา +++++ นิทานเรื่องนี้ ผมได้แง่คิด 2 อย่างครับ  ใช้เวลาคิดและเตรียมความพร้อมให้มาก เพื่อจะลดระยะเวลาในการทำงานนั้นให้น้อยลงRead more about คนตัดไม้กับเจ้าของร้านขายฟืน[…]

เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น

เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น

  เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น (อย่าทำงานจนป่วยตาย อย่าหลงใหลตัวเอง)  โดยท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ที่วัดเซนแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น มีไก่อยู่ครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้บริหารที่เก่งมาก กางปีกปกป้องภรรยาและลูกทุกตัว อยู่กันมาอย่างมีความสุข….   ทุกๆ เช้าเวลาตีห้า ไก่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจะบินขึ้นไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ และโก่งคอขันเสียงก้องไปทั้งพงไพร ประมาณหกโมงเช้า พระอาทิตย์ก็จะอรุโณทัยฉายแสงขึ้นมาส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งสากลโลก….   ไก่สี่ตัวนี้จะมีความสุขมากที่ได้เห็นตะวันค่อยๆ ทอแสงสุขสว่างขึ้นมา เขาจะยืนชื่นชมแสงตะวัน และก็ยืนภาคภูมิใจว่า เพราะฉันขันตะวันจึงขึ้น มีความสุข นี่คือผลงานของฉัน…   ทุกๆ เช้าไก่ตัวนี้ก็จะบินขึ้นมาเกาะกิ่งไม้ และเมื่อขันเสร็จแล้วก็รอดูตะวันขึ้นที่เหนือยอดเขา พอตะวันขึ้นเสร็จแล้วก็บินกลับลงมาหาอยู่หากินกับลูกกับเมีย เขามีความสุขมาก….   ต่อมาวันหนึ่ง เนื่องจากตรากตรำภาระหนักเหลือเกิน ร่างกายทนไม่ไหวก็ป่วย เช้าตรู่วันนั้นไก่ตัวนั้นก็บินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้ที่เดิม ขณะจะขันเพื่อเรียกตะวันขึ้นก็ร่วงตกลงมา รู้สึกไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ลูกชายซึ่งเป็นไก่โต้งคนรุ่นใหม่ไฟแรงเดินเข้ามาประคองพ่อ “พ่อ ผมว่าถ้าพ่อขันไม่ไหว วันนี้ผมขันแทนเอาไหม” ไก่พ่อซึ่งเป็นซีอีโอ ก็ยืดอกขึ้นมาชี้หน้าลูก “น้ำหน้าอย่างแก ถ้าขันตะวันมันจะขึ้นไหม หัดดูเงาหัวตัวเองซะบ้างสิ” เจอผู้ใหญ่ดับฝันแบบนี้ลูกหัวหดเลย   เช้าตรู่วันนั้นทั้งๆ ที่ป่วย ไก่ซีอีโอตัวนี้ก็บินขึ้นไปเกาะบนกิ่งไม้Read more about เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น[…]

รางรถไฟ

รางรถไฟ

มีเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นกันใกล้รางรถไฟ2 ราง รางหนึ่งอยู่ในระหว่างการใช้งาน ในขณะที่อีกรางหนึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว มีเพียงเด็กคนเดียวเท่านั้นที่เล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งาน ส่วนเด็กที่เหลือนั่งเล่นอยู่บนรางที่ยังใช้งานอยู่ เมื่อรถไฟแล่นมาคุณอยู่ใกล้ๆที่สับรางรถไฟ คุณสามารถเปลี่ยนทางรถไฟไปยังรางที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อช่วยชีวิตเด็กส่วนใหญ่ แต่นั่นหมายถึงการเสียสละชีวิตของ เด็กคนที่เล่นอยู่บนรางที่ไม่ได้ใช้งาน หรือคุณเลือกจะปล่อยให้รถไฟวิ่งทางเดิม?   ลองหยุดคิดสักนิดมีทางเลือกใดที่เราสามารถตัดสินใจได้ คุณต้องทำการตัดสินใจก่อนที่จะอ่านต่อไป แต่ รถไฟไม่สามารถหยุดรอ ให้คุณไตร่ตรองได้ คนส่วนมากอาจเลือกที่จะเปลี่ยนทางรถไฟ และยอมสละชีวิตของเด็กคนนั้น ผมคิดว่า คุณก็อาจจะคิดเช่นเดียวกัน แน่นอน ตอนแรกผมก็คิดเช่นนี้เพราะการช่วยชีวิตเด็กส่วนมาก ด้วยการเสียสละชีวิตเด็กหนึ่งคนนั้นดูสมเหตุผล ทั้งทางศีลธรรมและความรู้สึก แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเด็กที่เลือกเล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ที่จริงเขาได้ตัดสินใจถูกต้องที่จะเล่นในสถานที่ๆปลอดภัยแล้วต่างหาก แต่ทว่า เขากลับต้องเสียสละชีวิตให้กับเพื่อนที่ไม่ใส่ใจ และเลือกที่จะเล่นในที่อันตราย สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวัน ในสถานที่ทำงานย่านชุมชนการเมือง โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย คนกลุ่มน้อยมักจะถูกเสียสละให้กับผลประโยชน์ของคนหมู่มาก แม้ว่าคนกลุ่มน้อยจะฉลาดมองการณ์ไกล และคนหมู่มากจะโง่เง่าไม่ใส่ใจก็ตาม เด็กคนที่เลือกที่จะไม่เล่นบนรางที่อยู่ในการใช้งานตามเพื่อนๆของเขา และคงไม่มีใครเสียน้ำตาให้หากเขาต้องสละชีวิตก็ตาม เพื่อนที่ส่งต่อเรื่องนี้มาบอกว่าเขาจะไม่พยายามเปลี่ยนเส้นทางรถไฟ เพราะเขาเชื่อว่าเด็กที่เล่นอยู่บนรางที่อยู่ในการใช้งานย่อมรู้ดีว่า รางนั้นยังอยู่ในระหว่างการใช้งาน และพวกเขาควรจะหลบออกมาเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหวูดรถไฟ ถ้าทางรถไฟถูกเปลี่ยนเด็กหนึ่งคนนั้นต้องตายอย่างแน่นอน เพราะเขาไม่เคยคิดว่ารถไฟจะเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนั้น นอกจากนั้น รางที่ไม่ได้ถูกใช้งานอาจเป็นเพราะรางนั้นไม่ปลอดภัย ถ้ารถไฟถูกเปลี่ยนเส้นทางมาที่รางนี้ เราทำให้ชีวิตของผู้โดยสารทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย ในขณะที่คุณพยายามช่วยชีวิตเด็กจำนวนหนึ่งโดยการสละชีวิตเด็กหนึ่งคน อาจกลายเป็นการสังเวยชีวิตผู้คนนับร้อยก็เป็นได้ เรารู้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันยากลำบากบางครั้งเราอาจลืมไปว่า การตัดสินใจอันรวดเร็วใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป จำไว้ว่า สิ่งที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่นิยมปฎิบัติRead more about รางรถไฟ[…]

แก้วน้ำนี้หนักไหม

แก้วน้ำนี้หนักไหม

อะๆ เห็นคำถามแล้ว บางคนอาจจะบอกว่า ถ้าเป็นแก้วนี้ยกได้ทั้งวัน 555 มีเรื่องเล่าครับ ประมาณว่าให้เราลองจินตนาการดู มีแก้วน้ำใบหนึ่ง (เอาแบบแก้วข้างบนก็ได้นะ) คิดว่าแก้วนี้น่ะหนักไหม ? น้ำหนักคร่าวๆ ก็คงสัก 300-500 กรัม คงไม่หนักเท่าไร ถูกต้องครับ แต่แค่นั้นไม่พอ ถ้าให้ถือแก้วไว้ละ หนักหรือไม่หนัก มันจะขึ้นอยู่กับว่า เราถือมันไว้นานแค่ไหน ถ้าเรายกดื่มไม่เกิน 10 วินาที หรือกระดกหมดแก้ว ก็ไม่เกิน 1 นาที มันก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้ากำหนดเงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า ห้ามวางแก้วต้องถือไว้ตลอด ถ้าเราถือไว้ชั่วโมงหนึ่ง ก็คงจะปวดแขน เมื่อยพอควร อาจจะทนได้ ถ้าถือไว้สักครึ่งวันละ คงจะล้าเต็มที และถ้ายังถือไว้ข้ามวันข้ามคืนละ คงไม่ไหวละมั้ง เรื่องเล่านี้สอนอะไร น้ำหนักแก้ว มันก็เท่าเดิมนะ แต่เวลาที่เราถือไว้ ยิ่งนานเท่าไร ก็ทำให้เราหนักมากขึ้นเท่านั้น เปรียบเสมือนว่าถ้าเราแบกภาระอะไรบางอย่างไว้ตลอดเวลา เราจะรู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะไม่สามารถแบกรับมันได้อีก   ในชีวิตการทำงาน มีปัญหาที่ต้องพบเจอมากมาย ปัญหาลูกน้อง ปัญหางาน ปัญหาหัวหน้าRead more about แก้วน้ำนี้หนักไหม[…]

หัดทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง

หัดทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง

ครั้งหนึ่งมีกบตัวเล็ก ๆ ฝูงหนึ่งได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเสา กลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชมและเชียร์การแข่งขันครั้งนี้ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีกบตัวใดจะเชื่อว่าเจ้ากบตัวเล็ก ๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดเสาได้หรอก มีเสียงพูดลอย ๆ มาให้ได้ยินเป็นต้นว่า “เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดได้หรอก มันยากลำบากขนาดนั้น” หรือ “เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอกเสามันสูงขนาดนั้น” เจ้ากบตัวน้อย ๆ เหล่านั้นก็เริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว ๆ กบบางตัวส่งเสียงร้องตะโกนว่า “มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก” กบน้อยส่วนใหญ่จึงเริ่มเหนื่อยและยอมแพ้ แต่มีกบตัวหนึ่งซึ่งยังคงปีนอย่างมุ่งมั่น สูงขึ้นและสูงขึ้น เจ้าตัวนี้ไม่มีทางยอมแพ้ และ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่น ๆ ต่างยอมแพ้หมด ยกเว้นกบตัวน้อย ๆ ตัวนั้น ด้วยความพยายามสุดกำลัง มันสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้ กบทุก ๆ ตัวอยากรู้จังว่า เจ้ากบตัวเล็ก ๆ ตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นไปสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมายจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร ? เรื่องกลับกลายเป็นว่า แท้จริงแล้ว เจ้ากบตัวผู้ชนะนั้นหูหนวก! เมื่อเวลาจะทำงานใด ๆ ให้ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเราอาจต้องเป็นเหมือนกบตัวนั้น นั่นคือ ต้องทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง จงพยายามคิดเชิงบวก ความฝันทั้งหลายที่เรามีRead more about หัดทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง[…]

ลิงกับลา

ลิงกับลา

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของ ต่างๆ ได้รับความเสียหาย   ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลาย ปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อ ค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ   สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง   ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะ ขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เอง คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมา ทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย   เธอทั้งหลาย…   เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของ ทำโทษจนตาย   ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้Read more about ลิงกับลา[…]

ดาวคณะ

ดาวคณะ

  ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย เด็กสาวหน้าตาไม่สวยมาก เธอสมัครเป็นดาวคณะ ตอนที่เธอเดินออกมาแนะนำตัว ต่อหน้าเพื่อนนิสิต เธอบอกว่า “หากเพื่อนๆ เลือกฉัน อีกสิบปีข้างหน้า เพื่อนๆ สามารถอวดกับลูกๆ และสามีได้ว่า ในปีที่แม่เรียนอยู่ แม่สวยกว่าดาวของคณะ” เมื่อถึงเวลาเลือกดาวคณะ ปรากฏว่าเธอชนะ การโน้มน้าวให้คนอื่นยอมรับคุณ ไม่จำเป็นต้องบอกความพิเศษ/โดดเด่นของคุณ แต่ควรทำให้คนอื่นรู้สึกว่า เพราะคุณ พวกเขาจึงมีความพิเศษและโดดเด่นขึ้น ที่มา: http://gplusquotes.blogspot.com   อ่านเจอเรื่องนี้แล้ว แล้วออกจะขำขัน แต่ก็ทำให้นึกถึง “กฎแห่งอิทธิพล ใน “หนังสือยิ่งให้ยิ่งได้” ครับ “คุณจะมีอิทธิพลมากเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของผู้อื่น ก่อนตัวเองมากแค่ไหน”

ทำไมน้ำตกถึงสวย

ทำไมน้ำตกถึงสวย

.. รู้ไหม…? ทำไมน้ำตกถึงสวย… พ่อ : รู้มั้ยลูก…ทำไมน้ำตกถึงสวย… ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ… พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก… …ที่น้ำตกสวยน่ะ เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก… ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ… พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า… …เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที.. …เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก…ไม่เห็นแก่ตัว แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้.. …น้ำตก..ถึงสวย…    และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก…ที่มีเสน่ห์..ไงละ   ข้อคิดจากเรื่องนี้… อย่าลืมน่ะลูก ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก… ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก อย่าเก็บสิ่งดี ๆ นั้นไว้..คนเดียว ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ…แบ่งปัน…ออกไปให้มากที่สุด มีก็แต่คนที่ “ให้” ออกไปเท่านั้นแหละ…ลูก จึงจะเป็นคนที่ “ได้รับ” อย่างแท้จริง… จากธรรมะสวัสดี ที่มา: Forward mail  อ่านแล้วได้ข้อคิด ขออนุญาตแชร์ต่อครับ ______________________________